ใครเอ่ย

ใครเอ่ย ส่ง ดอกไม้มา

ใครเอ่ย ส่ง ดอกไม้มา
ผู้แต่ง : โยริโกะ ษุษุอิ ผู้แปล : พรอนงค์ นิยมค้า ภาพประกอบ : อาคิโกะ ฮายาชิ สำนักพิมพ์ : แพรวเพื่อนเด็ก จำนวน : ๓๒ หน้า

คานาเอะ คือเด็กหญิงตัวเล็กที่ย้ายบ้านมาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ ที่มีความแปลกตาไปหมดทุกอย่าง ความวิตกกังวลใจเล็กๆน้อยๆย่อมเกิดขึ้นแก่คานาเอะ โดยที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดเก็บข้าวของให้เข้าที่ ปล่อยให้คานาเอะเป็นกังวลอยู่ลำพัง

ในขณะที่คานาเอะกำลังว้าวุ่นอยู่นั้น ใครเอ่ย ก็ได้ยิน เสียงกริ่ง หน้าประตูบ้าน และมีดอกไม้ดอกเล็กๆส่งมาให้ทางช่องรับจดหมาย คานาเอะตื่นเต้นอย่างเหลือเกิน แล้ววันรุ่งขึ้น เหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม มีเสียงกริ่งดังอยู่ที่ประตุ แล้วมีดอกไม้ดอกเล็กสีม่วง หล่นมาจากช่องรับจดหมาย เมื่อคานาเอะเปิดประตูก็ไม่พบใครเลย

คานาเอะเฝ้าเก็บความสงสัยเอาไว้ ทุกครั้งที่คุณแม่พาออกไปนอกบ้าน คานาเอะพยายามเลี้ยวมองหาใครสักคนที่พอจะเป็นคนที่เอาดอกไม้มาให้ได้ แต่เธอก็ไม่พบใครเลย แล้ววันหนึ่งเมื่อคานาเอะได้ยินเสียงตรงประตู เธอรีบเปิดประตูหน้าบ้านออกทันที จึงได้พบเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่เป็นคนเอาจดหมายชักชวนให้มาเป้ฯเพื่อนกัน มาหย่อนไว้ให้ เมื่อทั้งคู่ได้พบหน้า บาคาร่า ต่างก็รู้ว่าอยากจะเป็นเพื่อนเล่นด้วยกัน ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่รีรอที่จะออกไปเล่นด้วยกันอย่างมีความสุข

เรื่อง ดอกไม้จากใครเอ่ย เป็นเล่มนี้ เต็มไปด้วยมิตรภาพจากคนแปลกที่แสนจะอ่อนโยน ผู้เขียนสามารถเข้าถึงจิตใจของเด็กตัวเล็กๆได้เป็นอย่างดี อีกทั้งนักวาดภาพก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกแสนเหงาของคานาเอะออกมา ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผู้วาดแอบซ่อนเอาไว้ในเด็กๆที่อ่านได้ค้นหา เมื่อค้นพบแล้วก็จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่านได้เป็นอย่างดี…

กิ้งก่าเปลี่ยนสี

กิ้งก่าเปลี่ยนสี คามีเลี่ยน

กิ้งก่าเปลี่ยนสี คามีเลี่ยน
ผู้แต่ง : สนทนา วิสาสะ ภาพประกอบ : สนทนา วิสาสะ และชีวัน วิสาสะ สำนักพิมพ์ : เกริก ยุ้นพันธ์ จำนวน : ๒๔ หน้า

กิ้งก่าคามีเลี่ยน เป็นหนังสือเสริมจินตนาการ และการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยปราศจากตัวอักษร สิ่งที่เด็กๆจะได้เรียนรู้อย่างชัดเจนคือ เรื่องสี และธรรมชาติของกิ้งก่า สัตว์ที่มีคุณสมบัติเด่น คือการพรางตัว

เริ่มเรื่องที่กิ้งก่าตัวหนึ่ง พรางตัวอยู่ในพื้นสีน้ำเงิน แมลงวันมองไม่เห็น จึงบินเข้ามาใกล้ กิ้งก่าเตรียมจ้องตวัดลิ้นกิน เมื่อเปิดหนังสือในหน้าถัดมา พื้นที่สีน้ำเงินเปลี่ยนไปเป็นสีขาว ทำให้แมลงมองเห็นกิ้งก่าได้อย่างชัดเจน จึงบินหนีไป หน้าต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่พื้นสีแดง เมื่อแมลงวันบินเข้ามาใกล้ กิ้งก่าจ้องจะกิน พลิกหน้าหนังสือต่อไป จะพบว่าพื้นสีแดงได้เปลี่ยนเป็นสีขาว แมลงวันก็บินหนีรอดไป จนกระทั่งมาถึงในหน้าสุดท้าย กิ้งก่าไปพรางอยู่พุ่มไม้หลากสี แมลงวัน ไม่มีโอกาสมองเห็น มันจึงตกเป็นอาหารของกิ้งก่าไป

หากกล่าวถึงความเป็นงานศิลปะของหนังสือเล่มนี้แล้ว จัดว่าเป็นหนังสือที่ได้รับการออกแบบมาอย่างมีชั้นเชิง มีรูปแบบและเนื้อหาน่าทึ่ง โดยเด็กไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องราวที่เป็นตัวอักษร บาคาร่า ก็สามารถเข้าใจสารที่ผู้เขียนที่ต้องการจะสื่อได้อย่างสมบูรณ์…

ราชาแห่งปฐพี

ราชาแห่งปฐพี และ ปฐพีสวรรค์

ราชาแห่งปฐพี และสวรรค์

แต่เมื่อเขาอายุ 11 ขวบปี สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น พลังมหาศาลได้ปะทุออกมาจากภายในตัวเขา

มันจะทำให้เขาก้าวหน้าล้ำผู้อื่นได้หรือไม่! ติดตามได้ใน ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี!

ราชาแห่งปฐพี
ด้วยวัยไม่ถึงขวบดี เขามีพลังกายเหนือกว่าเด็กในช่วงอายุเดียวกัน แต่ทว่าในการทดสอบด้านพลังธาตุเขากลับไม่ปรากฎพลังพิเศษในธาตุใดๆ เลย ทำให้การพัฒนาด้านระดับพลังเป็นไปในทางที่เชื่องช้า ซึ่งในโลกที่ค่าของคนขึ้นอยู่กับขั้นของระดับพลัง ราชาแห่งปฐพี ทำให้เขาเปรียบดัง”ขยะ” บาคาร่า ก็ไม่ปานในสายตาของคนอื่น

ลำดับขั้นการฝึกตน

หลอมลมปราณ

ท้ายสวรรค์

กลางสวรรค์

ต้นสวรรค์

ราชาแห่งปฐพี
เขตสามัญ

เขตลี้ลับ

เขตวิญญาณ

แดนว่างเปล่า

แดนเอตทัคคะ

แดนเทพเจ้า

ราชาแห่งปฐพี
—————–
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : 纵横中文网 ( Zongheng Zhongwen Wang )
ประพันธ์โดย : 逆苍天
แปลภาษาไทยโดย : L.D.

หัวผักกาดยักษ์

หัวผักกาดยักษ์

หัวผักกาดยักษ์
เรื่อง อเลกเซ ตอลสตอย รูป ชูเรียว ซาโต้ สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก บทความ: ธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์

ตอลสตอย เป็นสกุลใหญ่ในรัสเซีย มีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ ลีโอ ตอลสตอย นักเขียนรางวัลโนเบล เจ้าของผลงาน “สงครามและสันติภาพ” มหากาพย์ ที่ชาวรัสเซียภาคภูมิใจ รวมทั้ง อเลกเซ ตอลสตอย (เป็นบุตรของเคานท์ท่านหนึ่ง) ผู้เล่าเรื่องหัวผักกาดยักษ์ ที่ต่อมากลายเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งของโลก ซึ่งออกจะน่าแปลกอยู่สักหน่อย บาคาร่า เพราะเขาเป็นนักเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ (คนแรกๆของสหภาพโซเวียต) และเป็นนักเขียนบทละครที่ประสบความสำเร็จมาก กระทั่งได้รับรางวัลเลนินถึง ๓ ครั้ง นอกเหนือจากการเป็นคอมมิวนิสต์ตัวยง แต่คราวเกิดการปฏิวัติรัสเซียไปสู่สหภาพโซเวียต เขากลับคัดค้านหัวชนฝา ก่อนจะอพยพไปอยู่ประเทศฝรั่งเศษหลายปี หลังจากนั้นกลับไปเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่เป็นปากเสียงให้รัฐบาลเยอรมันตะวันออก นอกจากนั้นเขาไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับกิจกรรมของเด็กๆ แต่ที่สุดเขาก็เริ่มแต่งเรื่องสำหรับเด็ก (เข้าใจว่าเป็นเพราะแรงกระตุ้นจากลูก) แม้จะมีจำนวนไม่มากนักแต่ก็ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับและแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะหัวผักกาดยักษ์ ที่ได้รับการตีพิมพ์และวาดภาพประกอบโดยศิลปินหลายคน หลายฉบับ รวมทั้งคุณยาย Helen Oxenbury ผู้ประพันธ์หนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กระดับคลาสสิคชาวอังกฤษ
หัวผักกาดยักษ์ ฉบับที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก วาดภาพโดยศิลปินชาวญี่ปุ่น พิมพ์ครั้งแรกในพ.ศ ๒๕๐๕ และยังพิมพ์ต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบันกว่า ๓๐๐ ครั้งแล้ว (ข้อมูล พ.ศ ๒๕๕๐) เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นอมตะและพลังการตีความของศิลปินได้อย่างชัดเจน รามทั้งความทุ่มเทและคุณค่าที่ให้ต่อหนังสือภาพสำหรับเด็กอย่างสูงยิ่ง

ชูเรียว ซาโต้ เข้าไปใช้ชีวิต ศึกษาชาวรัสเซียเป็นเวลานับปี เพียงเพื่อจะถ่ายทอดเรื่องราวในบริบทของชุมชนต้นกำเนิดนิทานเรื่องหนึ่ง ตัวละครในหนังสือจึงเป็นภาพชาวรัสเซีย วาดภาพอย่างรัสเซีย แม้จะตัดทอนตัวละครบางตัวออกไปเพื่อเก็บเรื่องให้กระชับก็ตาม (เรื่องเดิมมีนกโรบิน เป็ดและสัตว์อื่นๆรวมอยู่ด้วย)

หัวผักกาดยักษ์ฉบับของชาวญี่ปุ่น จึงมีความเป็นรัสเซียมากที่สุด มากกว่าของฝรั่งใกล้บ้านที่รู้จักชาวรัสเซียดีกว่าชาวพระอาทิตย์อุทัยมากนัก อันแสดงถึงความใจกว้างและการให้เกียรติอย่างสูงต่อประเทศต้นกำเนิดของเรื่องราวและให้เกียรติต่อผู้ประพันธ์

ในด้านองค์ประกอบของหนังสือนั้นเราอาจพูดได้ว่าหัวผักกาดยักษ์ เป็นหนังสือภาพที่มีพลังของการเล่าเรื่องมากที่สุดเล่มหนึ่ง ด้วยความกระชับของเรื่องราว เข้าประเด็นทันทีที่เปิดหน้าหนังสือขึ้นมา ภาพประกอบเต็มไปด้วยพลังและมีองค์ประกอบเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น หนังสือจึงดูสะอาด ภาพชัดเจน เด็กๆรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวละครที่พยายามดึง เหนื่อย ครุ่นคิดและพูดคุย ทุกขณะตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนั้น หัวผักกาดยักษ์ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำหนังสือเคลื่อนไหวที่เด็กๆสามารถเล่นสนุกกับหนังสือได้อย่างเต็มที่ เป็นหนังสือดึงความสนใจ และแก้ง่วงเวลาเด็กๆเบื่อได้เป็นอย่างดี…

ขอทางหน่อย

ขอทางหน่อย ลูกเป็ดมาแล้ว

ขอทางหน่อย ลูกเป็ดมาแล้ว (๑)
บทความ : ระพีพรรณ พัฒนาเวช เรื่องและภาพ : โรเบิร์ต แม็คคลอสคีย์ แปล : งามพรรณ เวชชาชีวะ ผู้จัดพิมพ์ : มูลนิธิซิเมนต์ไทย หนังสือภาพสำหรับเด็ก หนังสือดีที่สมาคมไทสร้างสรรค์เลือกใช้

มีหนังสือสำหรับเด็กไม่มากนักในบ้านเราที่ตีพิมพ์ด้วยสีเดียวหรือสร้างสรรค์ภาพด้วยสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาดราวสีลูกกวาด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแปลหรือหนังสือที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นเอง ทั้งนี้เพราะความเข้าใจของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ว่าเด็กๆชอบสีสดๆเท่านั้น หากในความเป็นจริงแล้ว มิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป หนังสือเด็กที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากมีเพียงสีขาว-ดำ หรือใช้เพียงสีตุ่นๆสีเดียวเท่านั้น
‘ขอทางหน่อย ลูกเป็นมาแล้ว’ แปลจาก Make Way for Duckling บาคาร่า จัดอยู่ในประเภทหนังสือสีเดียวที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่การสร้างความ ประทับใจ ความนิยมชมชื่น ในแง่ของรางวัลอันทรงเกียรติและประสบความสำเร็จในเรื่องยอดจำหน่าย หากแนะนำเช่นนี้ ผู้ใหญ่จำนวนมากอาจจะเริ่มมีคำถามว่า “อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จ”

เรามาค่อยๆ พินิจแง่งามในหนังสือเล่มนี้ด้วยกันค่ะ

ลักษณะพิเศษของภาพ นอกจากใช้สีถ่านวาดแล้วยังนำเสนอด้วยมุมมอง ‘สายตานก’
(ในเรื่องเป็น ‘สายตาเป็ด’) การเสนอภาพด้วยมุมมองนี้ เป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารออกมาให้เด็กเข้าใจ แต่คุณปู่โรเบิร์ต แม็คคลอสคีย์สามารถทำได้และทำให้เด็กๆเข้าใจได้ง่ายมากๆอีกด้วย เพราะผู้อ่านจะเห็นภาพเช่นเดียวกับตัวละครที่บินสูงบนฟ้า อันเป็นมุมมองที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ต่างจากการได้ขึ้นไปยืนบนตึกสูง บนท้องฟ้าแล้วมองลงมา ในหนังสือเล่มนี้มีภาพในมุมมองเช่นนี้อยู่มาก

ทั้งเรื่องและภาพดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อเปิดหนังสือหน้าแรกกับประโยคคุณเป็ดมัลลาร์ดกับภรรยา กำลังมองหาที่อยู่อาศัย ขณะที่สายตาของคุณเป็ดมัลลาร์ดและภรรยาแสดงท่ามุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการมองหาที่อยู่อาศัย เมื่อทั้งสองเริ่มร่อนลง ผู้อ่านจะเห็นภาพเบื้องล่างที่ขยายใหญ่ขึ้น กระทั่งทั้งคู่ลงหาอาหารในบ่อ ภาพก็ปรับลงมาเป็นมุมเงยเมื่อมองออกไปจากบ่อน้ำที่อยู่ต่ำกว่าพื้นดิน เล่าเรื่องแบบการเล่นกับมุมมองอย่างมีชั้นเช่นนี้แตกต่างจากหนังสือเด็กทั่วๆไป เพราะการนำเสนอแบบนี้เป็นสิ่งที่ยากนักสำหรับการสื่อสารกับเด็ก

เวลาที่เด็กๆ ‘อ่าน’ หนังสือภาพ พวกเขามักจะค้นหาว่าเรื่องดำเนินไปอย่างไร ใครกำลังทำอะไรอยู่ตรงไหน ทำอย่างไรกันบ้าง แม้ในหนังสือจะไม่ปรากฎตัวอักษรให้เด็กอ่าน แต่พวกเขากำลัง ‘อ่าน’ ภาพ การดูหนังสือสำหรับเด็ก ก็คือ การ ‘อ่าน’ ของเด็กนั่นเอง เมื่อเด็กชอบหนังสือเล่มใดมากๆเขาก็จะ ‘อ่าน’ บ่อย ทำให้ได้เพิ่มพูนประสบการณ์จากหนังสือภาพ ได้เรียนรู้จากการ ‘อ่าน’ ภาพที่ผู้ใหญ่มองไม่เห็น เพราะผู้ใหญ่จะอ่านเพียงตัวหนังสือเท่านั้น

ภาพที่ประทับใจเด็กๆ คือ ภาพลูกเป็ดเดินเตาะแตะเรียงแถวตามก้นแม่เป็ดไปทั่วเมือง แถมยังทำหน้าแสดงความมุ่งมั่นเต็มที่ ในเล่มนี้มีภาพเช่นนี้อยู่มาก จึงสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนฉากที่เป็น Climax คือ ฉากแม่เป็ดและลูกเป็ดกำลังสับสนและชุลมุนอยู่ริมถนนพลางส่งเสียงร้องกัน วุ่นวาย เป็นฉากที่เด็กๆ เอาใจช่วยมากที่สุด พร้อมกับเด็กจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากฉากนี้มากที่สุดเช่นกัน

ลูกเป็ดมาแล้ว’ ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๔ หรือ ๖๙ ปีมาแล้ว และยังคงมีจำหน่ายอยู่ในหลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงนับได้ว่าเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กระดับอมตะเล่มหนึ่งของโลกและได้รับรางวัลเกียรติยศเหรียญทอง (Caldecott Medal) ที่มอบแด่หนังสือภาพ

คุณพ่อคุณแม่หรือคุณย่าคุณยายในหลายๆประเทศที่เคยได้รับประสบการณ์ที่ดีจากหนังสือเล่มนี้ ไม่เคยละเลยที่จะซื้อหนังสือเล่มให้แก่ลูกๆหลานๆของตน เพื่อว่าลูกหลานได้จะได้มีความสุขและได้รับประสบการณ์ที่ดีเช่นที่พวกเขาเคยได้รับมาก่อน…

หนังสือชุดบ้านเล็ก

หนังสือชุดบ้านเล็ก เล่ม 1 : บ้านเล็กในป่าใหญ่

หนังสือชุดบ้านเล็ก เล่ม 1 : บ้านเล็กในป่าใหญ่

สำหรับผู้อ่านที่เคยประทับใจกับวรรณกรรมคลาสสิกชุดนี้ ไม่ควรพลาดกับการนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในขนาดรูปเล่มที่กะทัดรัดสวยงาม ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของอย่างยิ่ง
ผู้เขียน ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์
ผู้แปล สุคนธรส

เนื้อหาโดยสังเขป
“บ้านเล็กในป่าใหญ่” เล่มนี้ เป็นหนึ่งในหนังสือชุด “บ้านเล็ก” อันเป็นผลงานเล่มที่ 1 ในชุดนี้ ผลงานของ “ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์” จากสำนวนการแปลของ “สุคนธรส” สำหรับผู้อ่านที่เคยประทับใจกับวรรณกรรมคลาสสิกชุดนี้ ไม่ควรพลาดกับการนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง ในขนาดรูปเล่มที่กะทัดรัดสวยงาม ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของอย่างยิ่ง

…ความคุ้นเคยกันแต่เก่าก่อนจะถูกลืมรวมถึงวันเวลาโอลด์แลงซายน์งั้นหรือไร…เมื่อจบเพลงแล้ว ลอร่าก็ร้องถามไปเบา ๆ ว่า “วันเวลาโอลด์แลงซายน์นั้นน่ะ เมื่อไรกันจ๊ะ” “เป็นเวลานานนมเนมาแล้ว ลอร่า” พ่อบอก “นอนให้หลับเสียเถิด” แต่ลอร่านอนลืมตาอยู่ครู่ใหญ่ ฟังเสียงซอของพ่อที่ครวญเบา ๆ และเสียงลมดังวังเวงในป่าใหญ่…ลอร่านอนนึกอยู่ในใจว่า “ตอนนี้เราเรียกกันว่าเวลานี้” เธอดีใจที่ว่าบ้านอันอบอุ่นแสนสบาย พ่อแม่ และแสงไฟกับเสียงดนตรีนี้เป็นเวลาเดี๋ยวนี้ เป็นเวลาที่จะไม่มีวันลืมเลือน เพราะมันเป็นเวลา “เดี๋ยวนี้” มันจะเป็น “เวลาอันนามนมเนมาแล้ว” ไม่ได้…
สารบัญ
– บ้านเล็กในป่าใหญ่
– วันคืนในฤดูหนาว
– ปืนยาว
– คริสต์มาส
– วันอาทิตย์
– หมีใหญ่สองตัว
– หิมะน้ำตาล
– งานเต้นรำที่บ้านคุณปู่
– เข้าเมือง
– ฤดูร้อน
ฯลฯ
ข้อมูลเพิ่มเติม
– Best of The World
– หนังสือเล่มนี้เป็น 1 ใน บาคาร่า วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต สนับสนุนโดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
รายละเอียดหนังสือ
ISBN : 9749804198 (ปกอ่อน) 150 หน้า
ขนาดรูปเล่ม : 127 x 184 x 9 มม.
น้ำหนัก : 150 กรัม
เนื้อในพิมพ์ : ขาวดำ
ชนิดกระดาษ : กระดาษถนอมสายตา
สำนักพิมพ์ : แพรวเยาวชน, สนพ.
เดือนปีที่พิมพ์ : 2016
ชื่อเรื่องต้นฉบับ : Little House in The Big Woods
สำนักพิมพ์ต้นฉบับ : Little House Heritage Trust…

Parallel

Parallel (2014) ร่าง

Parallel

Parallel (2014) ร่าง

Parallel ร่าง เรื่องย่อ

หญิงสาวคนหนึ่งเห็นการฆาตกรรมที่ โหดเหี้ยม ของแม่ของเธอท่ามกลางการทำงานในร้านค้าในประเทศไทย สิ่งผิดปกติเริ่มต้นเมื่อเธอโตขึ้นดังนั้นคำสาปแช่งจึงอยู่กับเธอ บาคาร่า เรื่องราวของ Emmy (Milla Meyler เพียงพอ) จำเป็นต้องเปลี่ยนอย่างฉับพลันเมื่อเธอท้องกับ “The Parallel” ที่อาศัยอยู่โดยไม่มีการแต่งงาน เอ็มมี่ได้รับความสนใจ

จากคนรักที่อ่อนเยาว์ในการคลอดก่อนกำหนดและถูกกำจัด นอกจากนี้เอ็มมี่ยังได้รับข่าวที่น่ากลัวว่ามดลูกของเธอได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการกำจัดทารกในครรภ์ เธอจะไม่มีวัยรุ่นอีกแล้ว Emmy สูญเสียอารมณ์เสียตัวเองจากการสูญเสียลูกเธออาศัยอยู่ด้วยความเจ็บปวด จนกระทั่งวันหนึ่งเอ็มมี่พบกับหญิงสาวที่มีความสามารถหลากหลายซึ่งสูญเสียแม่ของเธอ (วานิสานุชนนท์) ทำให้แม่ของเธอเสียจากการถูกร้านค้าเล็ก ๆ ตกเป็นเหยื่อ ที่แม่ของเธอนำเบคอนกลับมาบ้านตั้งแต่นั้นมามือถือไม่ได้คุยกับใครเลย เอ็มมี่รู้สึกประทับใจกับประเด็นที่เขายอมรับโทรศัพท์มือถือเพื่อยกระดับ “ร่าง” เพื่อแทนที่ความโชคร้ายของกันและกัน แต่สิ่งที่ติดตามคือวิญญาณยังคงเน้นย้ำความเป็นเด็ก ในขณะที่เอ็มมี่ได้รับอันตรายจากภาพที่ Ying ได้รักเธอตลอดเวลาเรื่องราวแสนโรแมนติกพันธกรณีของคำที่แม่จะเริ่มต้นด้วยความน่ากลัว !!

ติดตามความสนุกได้ที่นี่ www.pannung.com

จ้ำม่ำเจ๊าะแจ๊ะ

จ้ำม่ำเจ๊าะแจ๊ะ ให้เมืองยิ้ม Baby’s Day Out (1994)

จ้ำม่ำเจ๊าะแจ๊ะ

จ้ำม่ำเจ๊าะแจ๊ะ ให้เมืองยิ้ม Baby’s Day Out (1994)

จ้ำม่ำเจ๊าะแจ๊ะ ให้เมืองยิ้ม เรื่องย่อ

หลังจากอาชญากรทั้งสามสูญเสียทารกไปแล้วพวกเขาก็ถูกตำรวจและนักเลงจับพวกเด็ก ๆ เพื่อค้นหา boybet

เด็กเล็ก ๆ ของตระกูล Cotwell เมืองที่ร่ำรวยมากวันหนึ่งเบ็นนิงตัน (มัตทูวา) และลาเรน (ลาร่าฟลินน์) ผู้ปกครองที่

ต้องการลูกเล็ก ๆ เพื่อถ่ายภาพที่น่ายินดีปรากฏขึ้นบนกระดาษ ตามแนวเหล่านี้ไปถึงร้านค้ารูปถ่ายที่มีชื่อของเมือง

และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ กองทหาร 3 กลโกงซึ่งประกอบด้วย Eddie (Lara Flynn Boyle) Norby (Joe

Pantoli) และ Veco (Brian Hayley) ข่าวนี้ทำให้ทั้งสามคนตั้งใจที่จะกลายเป็นคนรับภาพเป็นคฤหาสน์ตระกูล

Cotwell เพื่อให้การแย่งชิงของชายหนุ่มเรียกชำระเงินและหลังจากการจับ Baby Bink Gang 3, hoodlum

จะต้องพบกับความงดงามของเยาวชน บาคาร่า ใครบ้างที่รู้สึกว่าเขากำลังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการหญิงสาว

Boo เรื่องราวที่รักมากที่สุดของ Baby Bink ที่ Gilbertine (Cynthia Nixon) ผู้เลี้ยงเด็กอ่อนเยาว์ของ

“จ้ำม่ำเจ๊าะแจ๊ะ ให้เมืองยิ้ม” ที่เด็กอ่านบ่อยฟังอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นนั่นคือจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ที่ไม่

ธรรมดาของเด็กทารกในท้ายที่สุดนักเลงเข้าไปในมุมแล้วจับ Bink ในสวนสัตว์อย่างไรก็ตามเผชิญหน้ากับตำรวจ

ใจดีสองคนที่สังเกตเห็นว่ารถตู้ของพวกเขาทำงานในระหว่างการสนทนาของเอ็ดดี้ ปกปิด Bink

ภายใต้แจ็คเก็ตของเขาในตักของเขา แต่เขาได้จุดบุหรี่ของเอ็ดดี้วางเป้าหมายของเขาลงบนเปลวไฟแล้วแอบออก

เมื่อเจ้าหน้าที่หายตัวไป Veeko ดับไฟซ้ำแล้วซ้ำอีกบน crotch ของเป้าของ Eddie พวกเขาไล่ตาม Bink

ไปที่ลานพัฒนา Veeko ถูกโยนออกจากโครงสร้างและด้านหลังของรถดัมพ์ Norby ตกลงไปในถังคอนกรีตเปียก

และ “Baby’s Day Out” ติดอยู่บนรถเครนหลังจากถูกโจมตี ดวงอาทิตย์ตกดินเมื่อวาง Bink ออกจากลาน

พัฒนา นักจี้พยายามที่จะหนี ไม่ว่าในกรณีใดเลือกที่จะยอมแพ้และกลับบ้าน คนของ Bink ได้รับแจ้งการพบเห็น

ของเขาในเมืองและ Gilbertine ตั้งคำถามว่าเขาได้ติดตามหนังสือเล่มโปรดของเขา (หรือ “ผิดพลาด”

ในฐานะ Bink เรียกมันว่า) และควรจะเป็นผู้นำของบ้านทหารเก่า ระหว่างทางกลับบ้านเขาเริ่มเรียก “ผิดพลาด”

ถึงระดับของนักเลง FBI ย้ายเข้ามาและจับนักเลงที่คืนหนังสือของ Bink กลับบ้าน Bink ถูกคนอื่นนำตัวไปพักผ่อน

ในขณะที่คุยกัน มีรูปของเขาที่ถ่ายโดยคนเก็บรูปธรรมดาไปจนถึงจุดเริ่มต้นของวัน เตรียมอ่านหนังสือเล่มอื่นที่ชื่อว่า

Baby Travel to China

ติดตามความสนุกได้ที่นี่ www.pannung.com

ความสยองหมู่บ้าน ลัดดาแลนด์

ลัดดาแลนด์ หมู่บ้านสยอง

ความน่าขนลุกของตำนาน หมู่บ้านลัดดาแลนด์ มาฝาก หากใครเคยเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ หรือ เป็นชาวเชียงใหม่ ที่เคยผ่านเส้นทาง “คลองชลประทาน” ทางฝั่งศูนย์ราชการจังหวัด และสนามกีฬาสมโภช 700 ปี

คงจะผ่านตากับที่ดินรกร้างข้างทาง ปกคลุมด้วยไม้ หญ้า ท่ามกลางบรรยากาศรก ๆ น่ากลัว

ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 4 ของ ถนนสายห้วยแก้ว อยู่ห่างจากสี่แยกห้วยแก้ว ซึ่งจะสามารถไปมหาวิยาลัยเชียงใหม่ราว 2 กิโลเมตร …ที่มีชื่อว่า.. “ลัดดาแลนด์” จะพบว่าที่รกร้างนั้น คือสถานที่ “น” …อาถรรพ์ที่สุด ล่อหลอกวัยรุ่นจำนวนมากมาลองความกล้า เพื่อท้าพิสูจน์ผีกันมากที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีคำพูดเปรียบเปรยกัน ในหมู่เด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่มีความกล้าแล้วบ้าบิ่นว่า “หากใครที่ชอบเรื่องผี ไม่มาลัดดาแลนด์ก็แสดงว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่ !?”

ลัดดาแลนด์ จึงเป็น “ความทรงจำอันงดงาม” ของชาวเชียงใหม่ในยุค 2520 ด้วย โครงการจัดสรรอันยิ่งใหญ่ ของผู้หญิงท่านหนึ่ง อ้างกันว่าคือ “คุณนายลัดดา” นักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสามีของท่านคือนายทหารผู้เป็น

เจ้าของกิจการ “โรงหนังเวียงพิงค์” ด้วย การเล็งเห็นศักยภาพของ ที่ดินรกร้างผืนใหญ่อยู่ใกล้ “ทางขึ้นดอยสุเทพ” พื้นที่ผืนนี้จึงถูกพัฒนาให้เป็น “อุทยานการท่องเที่ยวขนาดใหญ่” ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีสถานที่ใดโดดเด่นเท่า แล้วโครงการขนาดใหญ่ที่ครองใจผู้คนในยุคนั้นก็เกิดขึ้น ด้วยการจัดศูนย์แสดงสาธิตศิลป

วัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งพิพิธภัณฑ์ชาวเขาการทำเครื่องเขิน การแกะสลักไม้ การทอผ้าไหม การแสดงฟ้อนรำต่าง ๆ ภายใต้การควบคุมของคณะ วัดเจ้าพ่อเม็งราย อันโด่งดังรวมไปถึงมัดใจเด็ก ๆ และครอบครัว ด้วยการให้บริการ ช้าง ม้า และรถไฟเล็กให้นั่ง ด้วยค่าบริการปนะมาณ 8 หรือ 10 บาท

เจ้าของคือ คุณนายลัดดา พันธาภา เล่ากันว่า เป็นสถานที่ยอดฮิต ของวัยรุ่นสมัยนั้นจะไป ออกเดทกันเพราะมีความ เชื่อว่าคู่ไหนไปอธิฐานขอ ความรักกับต้นไทรหน้าลัด ดาแลนด์แล้วคู่นั้นจะได้ รักกันไปตลอดชีวิต

ส่วนหมู่บ้านนั้นทั้งหมดล้วนเป็นคนที่มีฐานะดีทั้งนั้นที่เข้าไปอยู่ เรียกว่า หมู่บ้านเศรษฐี แต่เรื่องมาเกิดตอนที่บ้านหลังหนึ่งโดนคนร้าย ฆ่าตายยกบ้านแล้วเรื่อง สยองก็เริ่มขึ้นจากตรงนี้ เพราะคนที่อยู่ใกล้ๆ กับบ้านหลังนี้ บางทีก็ได้ยินเสียงร้องไห้บ้าง ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือบางครั้ง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะ และที่เจอกันจนอยู่ไม่ได้ คือคนแถวนั้นจะเห็นครอบครัวที่ตายไปแล้วบางทีก็ออกมายืนหน้าบ้านออกมารดน้ำต้นไม้ คนที่ผ่านไปมาโดนหลอกทุกคนทำให้ตอนเที่ยงคืนจนถึงเช้าไม่มีใครที่จะกล้าออกจากบ้านเลย

นานวันเข้ายิ่งหนักมาหลอกถึงบ้าน คนแถวนั้นอยู่ไม่ไหวเลยพากันย้ายออกกันไปเกือบหมด ทำให้แถวนั้นกลายเป็นบ้าน ร้างเยอะแต่ยังมีบ้านอีก 3 หลัง ที่ยังไม่ไปไหนและ 1 ใน 3 หลัง นั้นเจ้าของเป็นฝรั่ง ไม่ค่อยได้อยู่จะบินมาเที่ยวเฉพาะฤดูหนาว เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อมาก เลยจ้างเด็กสาวพม่ามาเฝ้าบ้าน แต่ผ่านไปไม่นานก็มี โจรมาขึ้นบ้านหลังนั้น ฆ่าเด็กสาวคนนั้นแล้วหมกศพ ไว้ในห้องเก็บของใต้บันได กว่าจะมาพบก็ผ่านไปเกือบ 2 เดือน และที่มาพบได้เพราะบ้าน ที่ยังเหลืออยู่ใกล้ๆ กัน ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากในบ้าน แต่ก็ไม่ได้สงสัย เพราะเห็นเด็กสาวคนนี้ยังคงมานั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านทุกวัน

จนวันหนึ่งทนไม่ไหว เลยบอกว่าให้ทำความสะอาด เพราะอาจจะมีหนูตาย แค่นั้นแหละ เด็กสาวหันหน้ามาแบบเละๆ เลย จึงไปแจ้งความและแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบ พอเปิดเข้าไปดูในบ้านพบและนำศพออกมาแล้ว แต่เด็กคนนี้ก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมทุกวัน แต่ถ้านั่งธรรมดาไม่มายุ่งคงจะดี บางคนเล่าว่า บางครั้งก็จะเห็นเด็กสาวพม่ามายืนมองที่หน้าต่างตอนนอนกลางคืนด้วย คราวนี้ย้ายออกไม่เสียดายแล้วบ้าน

ลัดดาแลนด์

มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการเสียชีวิตเอาคร่าวๆ ดังนี้

1. มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมากและมาอธิฐานขอให้ความรักสมหวังกับต้นไทรหน้าหมู่บ้านนี้ แต่แล้วพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ยอมรับ ทั้งสองจึงชวนกันมาแควนคอตายใต้ต้นไทรนั้น…ว่ากันว่า เมื่อถึงวันครบรอบการผูกคอตายของคู่รักคู่นี้ คนแถวนั้นจะเห็นทั้งคู่ห้อยโตงเตงพร้อมกับส่งยิ้มให้

2. ช่วงก่อนที่สวนสาธารณะในหมู่บ้านนี้ จะสร้างเสร็จ ตอนที่ขุดหลุมเพื่อที่จะทำบ่อน้ำ มีการพบกับโครงกระดูกด้วย แต่ไม่ยอมเปิดเผยให้ทราบกัน

3. ก่อนจะเป็น ลัดดาแลนด์ สถานที่แห่งนั้นเป็นที่เปลี่ยว จึงมีการนำศพคนตายที่ถูกปล้น หรือถูกข่มขืนมาทิ้งไว้หลายต่อหลายศพ

4. มีหญิงสาวและหญิงขายบริการหลายรายที่ทำแท้งแล้วนำซากศพเด็กไปทิ้งไว้ในสระน้ำนั้น ว่ากันว่า มีมากกว่า 100 ศพเลยทีเดียว

5. มีหนุ่มขี้ยาคนหนึ่งพี้ยาเกินขนาดแล้วเกิดช็อคตายคาศาลาริมสระน้ำ ซึ่งกว่าจะมีคนมาพบศพก็เน่าแล้ว แต่ก็ร่ำลือกันว่าสาเหตุที่ช็อคเพราะโดนเอาไปเป็นตัวตายตัวแทนมากกว่า เนื่องจากกัญชายังเหลืออยู่ข้าง ๆ ศพอีกเยอะเลย

6. มีการนำศาลพระภูมิ รวมถึงตุ๊กตาสะเดาะเคราะห์มาทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก จนทางเทศบาลต้องนำไปทิ้งนอกเมือง แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ เพราะถึงจะย้ายไปไกลแค่ไหน วันรุ่งขึ้นก็จะพบกลับมาที่เดิม เชื่อกันว่าวิญญาณทั้งหมดสิงอยู่ในตุ๊กตาสัตว์ที่วางไว้อยู่มากมายในพื้นที่นั้น

7. มีหญิงสาวที่มาขอความรักกับต้นไทรหน้าหมู่บ้าน แล้วผิดหวังในความรัก จึงกินยาฆ่าแมลงตายใต้ต้นไทร โดยทิ้งจดหมายไว้…

แม่อายสะอื้น

แม่อายสะอื้น

แม่อายสะอื้น

ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดู และชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม

 

คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปัน และหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ

 

แม่อายสะอื้น

 

หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงาม และไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน

 

ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้ว มาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจ และเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ

 

ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพฯ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม

 

แม่อายสะอื้น

 

ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อย ๆ จากหนานเมือง และรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลง จนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอม และทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมื่อไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้าน และคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจ และเป็นห่วงพ่อ

 

วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพฯ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพฯ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงิน แล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด

 

ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งงาน จนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภา ขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง

 

แม่อายสะอื้น

 

เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพฯ ก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน

 

ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามาย และจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้ และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้

 

คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไรจะกลับ หลัง ๆ ดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอาย และต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่ และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตา

 

ทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพฯ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีก

 

ดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลินิกเถื่อน ขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับให้ไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิต และเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้า แต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ

 

ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้ บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตก เพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจ และเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพฯ อีก

 

เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิล และพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพฯ อีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพฯ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพฯ เธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบ และเก็บเงินได้สักก้อนเมื่อไรจะรีบกลับมาแม่อาย และมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเอง

 

ดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสต์จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่ และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทน และตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยัน และความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว

 

ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย

 

คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง

 

ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลอง และพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่ และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิล ทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย

 

ช่อเอื้องที่วัน ๆ เห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อ แล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพฯ

 

ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพฯ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จัก และรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวัง และเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวัง และถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อาย และไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้ว และเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว

 

คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิท บังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพฯ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพฯ ให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงิน และติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมา และตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่อง และรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปัน และหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://drama.kapook.com/

 

 

 

 

 

 

 …